ความคิดสร้างสรรค์กับเมืองเทศกาล



เพราะความคิดสร้างสรรค์สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องของการจัดเทศกาล ที่เรียกได้ว่ามีความคิดสร้างสรรค์เป็นสารตั้งต้น โดยอันจะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของย่านหรือเมืองที่จัดเทศกาลนั้น


คุณจี๊ด-พิชิต วีรังคบุตร ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ขอนเเก่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์กับเมืองเทศกาลไว้ว่า



“ความคิดสร้างสรรค์ คือการใช้ความคิดในการแก้ปัญหาภายใต้บริบทใดบริบทหนึ่ง เพื่อให้มันเห็นผลและสร้าง Impact ได้ ส่วนเมืองเทศกาลในมิติของเรา จะเป็นเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้เทศกาล ไม่ว่าในมิติของคุณภาพชีวิต มิติของเศรษฐกิจ ถ้าจะถูกตั้งชื่อว่ามันเป็นเมืองเทศกาลได้ คือเมืองที่ใช้เทศกาลในการที่จะขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของคนที่อยู่ในเมืองนั้น ๆ แล้วก็เศรษฐกิจนั้น ๆ ให้โตไปด้วยกัน โดยได้รับผลกระทบเชิงบวก ตั้งแต่เรื่องของ Transportation เรื่องร้านอาหาร ร้านกาแฟหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เมืองนั้นสามารถสร้างคุณภาพชีวิตของเขาให้ดีขึ้น และมีโอกาสที่จะเกิด Economic Activity หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เขาทำอยู่”

หัวใจสำคัญของการใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาในการขับเคลื่อนเทศกาล คือการได้สัมผัสความสดใหม่ ความตื่นเต้นประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นเริ่มจับต้องได้ และแตกต่างจากเดิม



“ในการขับเคลื่อนเมืองเทศกาลที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ มีสามปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ คน พื้นที่ และบริบทที่เป็นสินทรัพย์ทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ คน หมายถึง ชุมชน รวมถึงคนจากภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้า สมาคม ถ้าเขาเห็นเป้าตรงกันในการที่จะขับเคลื่อนเมือง โดยใช้กลไกของเทศกาลในการที่จะดึงให้เกิดการท่องเที่ยวเข้ามา คนจึงเป็นสินทรัพย์ตั้งต้น สอง-พื้นที่ มันมีพื้นที่ในการที่จะรองรับการจัดเทศกาลนั้นแบบไหนบ้าง ตั้งแต่กลุ่มฮอล์ใหญ่ ๆ อย่างอิมแพคหรือไบเทคหรืออย่างหัวเมืองใหญ่ ๆ ที่มันจะมีสถานที่จัดนิทรรศการขนาดใหญ่ ส่วนรูปแบบที่ Bangkok Design Week ทำก็จะกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งก็คนละวัตถุประสงค์และคนละรูปแบบ”

ส่วนที่สาม-เป็นส่วนสำคัญคือสินทรัพย์สิน ทั้งจับต้องได้และไม่ได้ ที่จับต้องได้ สมมติว่าภูเก็ตจะจัดเทศกาล สินทรัพย์ที่จับต้องได้ด้วยตาเปล่า เช่น อาคารกลุ่มชิโนโปรตุกีส กลุ่มที่จับต้องไม่ได้คือความเชื่อ วิถีประเพณี หรือยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่ในแต่ละเมืองมีสินทรัพย์ของตัวเอง เป็นสิ่งที่จังหวัดตัวเองมี มันก็เลยทำให้ 47 จังหวัดนั้นมีความแตกต่างภายใต้บริบทเงื่อนไขปัจจัยที่มีอยู่ แต่ถ้าสงขลาอยากจะได้ดีไซน์วีคแบบที่กรุงเทพฯ ก็จะคนละบริบทแล้ว เพราะเอาไปมันก็จะเป็นแค่อีเวนท์แล้วมันก็ผ่านไป ไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่มันเกิดขึ้นในพื้นที่เลย




"สุดท้ายแล้ว การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในเมืองเทศกาล คือการพยายามที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ภายใต้บริบทใหม่ไปเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มกลุ่มคนใหม่ ๆ ให้เข้ามาเยี่ยมชม มีการเติบโตไปเรื่อย ๆ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการค้าขายที่เกิดขึ้น ที่สามารถวัดผลได้ว่ายอดขายเกิดขึ้นเท่าไหร่ และที่สำคัญคือการทิ้งฟุตพริ้นท์อะไรไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อที่มีขึ้นในช่วงเทศกาลเอง และหลังจากงานจบ พื้นที่ได้ประโยชน์อะไร เพราะภาพจำที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นการ Branding ของย่านนั้นไปในเวลาเดียวกัน” คุณจี๊ดกล่าว

ดังนั้นเมืองเทศกาลที่สร้างสรรค์ จึงเป็นเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการจัดเทศกาลที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะขยายโอกาสการเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม หรือความเป็นอยู่ของคนในเมืองนั้น ๆให้ได้ประโยชน์ เติบโต และสามารถที่จะแข่งขันกับเมืองอื่น ๆ ได้นั่นเอง

3 views0 comments