ต้นแบบงานเทศกาลลิขสิทธิ์ระดับโลก ตอนที่ 1: Tomorrowland




Tomorrowland งานเทศกาลดนตรีแด่ความรัก ชีวิต และการอยู่ด้วยกันตลอดไป

หากพูดถึงงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland คอเพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ คงต้องร้องอ๋อ! ขึ้นมาทันที บางคนอาจเคยไปร่วมงานแล้ว บางคนก็ตั้งใจว่าจะต้องไปเข้าร่วมงานให้ได้ เพราะนี่คือหนึ่งในงานเพลงเต้นรำสุดเจ๋งที่จัดขึ้นในเมืองบูม ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นงานเทศกาลดนตรี EDM ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเราจะพาคุณไปพบกับเอกลักษณ์ของงานเทศกาลนี้แบบย่นย่อกัน ว่าทำไมคนทั่วโลกต่างยอมทุ่มเทเงินเกือบหลักแสนเพื่อไปสนุกในงานนี้



Tomorrowland

จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2005 ช่วงที่เพลงแดนซ์ที่เรียกว่า EDM หรือ Electronic dance music กำลังเบ่งบาน ธีมงานนั้นเป็นเหมือนดั่งสวนสนุกที่เต็มไปด้วยความแฟนตาซี และบีทของเพลงแดนซ์ มีคอนเซ็ปต์ในแต่ละปีไม่ซ้ำกัน เช่น ธีมมังกร เวทีก็จะมีการตกแต่งออกมาเป็นเหมือนตัวมังกรที่ส่วนหัวนั้นสามารถขยับไปมาได้ หรือธีมห้องสมุดสถานที่ก็จะจัดเหมือนกองหนังสือขนาดใหญ่ มีถ้ำ น้ำตกที่ลึกลับชวนให้อยากเข้าไปค้นหา อัดแน่นด้วยการแสดงจากเหล่าดีเจนับร้อยคน และเวทีให้ไปสนุกกับเพลง EDM กว่า 15 เวที เริ่มแสดงกันตั้งแต่บ่ายโมงถึงตีหนึ่ง จนเรียกว่าเป็นเทศกาลดนตรีที่มีไลน์อัพของดีเจมาเปิดเพลงเยอะที่สุดในโลก





สัญลักษณ์ของงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland คือผีเสื้อ แสดงถึงอิสรภาพและความงามของธรรมชาติ และยังถูกใช้แทนความหมายในหลาย ๆ วัฒนธรรม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณมนุษย์ และมงกุฎด้านบนเป็นการบอกว่าโลกที่เราอยู่นั้นเท่าเทียมกัน และดวงตาเป็นแรงบันดาลใจให้เราหันมามองซึ่งกันและกัน เห็นความงามของชีวิตแม้ว่าบางครั้งสายตาของเราจะพร่ามัวจากปัญหาที่เราเผชิญอยู่ทุกวันก็ตาม โดยมีสโลแกนของตัวเองว่า Live Today, Love Tomorrow, Unite Forever. หรือมีชีวิตอยู่ในวันนี้ รักวันพรุ่งนี้ อยู่ด้วยกันตลอดไป





ความยิ่งใหญ่ของงานเทศกาลนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อเปิดขายบัตร จำนวนตั๋วเข้างานจะถูกจับจองหมดในหลักนาที โดยมีจำนวนยอดผู้เข้าชมงานในปี 2019 ก่อนสถานการณ์โควิดกว่า 400,000 คน ภายใต้ธีม The Book of Wisdom – The Return พร้อมกองทัพดีเจและศิลปินเพลงแดนซ์ระดับโลกที่มาร่วมงานมากมาย เช่น Dimitri Vegas & Like Mike, The Chainsmokers, Martin Garrix, Lost Frequencies, Armin van Buuren, Afrojack โดยจัดเป็นเวลา 2 สัปดาห์




เพลงเต้นรำ จังหวะของหัวใจ และการให้ความเคารพต่อกัน

แม้ว่าตัวงานจะอบอวลไปด้วยความเป็นเทศกาลดนตรีและงานปาร์ตี้ และธีมงานที่หลุดโลกด้วยแสง สี เสียง และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่นำมาใช้สร้างสีสัน แต่เทศกาลดนตรี Tomorrowland ก็ไม่ลืมที่จะแฝงแนวคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์ และให้ความเคารพธรรมชาติลงไปในงานออกแบบทุก ๆ จุดด้วย โดยเฉพาะเอกลักษณ์ในการให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถกางเต็นท์นอนรวมกัน แล้วใช้ชีวิตร่วมกันในงานเป็นเวลา 3 วันติดกัน ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน โดยภายในงานจะใช้ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านสายรัดข้อมือ ในการชำระค่าต่าง ๆ ได้เกือบทุกอย่าง





แนวทางของเทศกาลดนตรี Tomorrowland ถือว่าเป็นงานเทศกาลระดับโลกที่เราสามารถนำมาศึกษา และประยุกต์ใช้ในการจัดงานเทศกาลในประเทศไทยได้ เพราะเอกลักษณ์ที่แข็งแรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาร่วมงานในบ้านเรา ซึ่งจะสามารถสร้างเม็ดเงินในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่า 2 -3 พันล้านบาทเลยก็ได้ เพราะผุ้คนที่ไปงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland ในแต่ละปีนั้นมีจำนวนถึงกว่า 400,000 คน จาก 200 ประเทศกันเลย ยังไม่รวมถึงข้อดีในการที่ศิลปินไทยจะสามารถร่วมงานกับศิลปินระดับโลกได้ด้วย ซึ่งจะเป็นอีกส่วนในการช่วยพัฒนาบุคลากรดนรีของไทยให้เติบโตขึ้นอีกทาง





หลังจากต้องเลื่อนการจัดงานตั้งแต่ปี 2020 ตอนนี้เทศกาลดนตรี Tomorrowland จะกลับมาให้ผู้คนได้มีความสุขกับเสียงเพลงอีกครั้งกับ Tomorrowland 2022 ในธีม The Reflection of Love ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนเดือนกรกฎาคม อาทิตย์ละ 3 วัน ติดต่อกันถึง 3 อาทิตย์ ที่เมืองบูม เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างเมืองบรัสเซลส์กับเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งครั้งนี้คงมีอะไรที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิมเพราะเป็นการปลดปล่อยความอัดอั้นที่ต้องหยุดจัดงานไปเกือบสองปี ต้องรอติดตามชมกันแล้ว




5 views0 comments