เมืองบางแสนกับงานเทศกาลมาตรฐานโลก



ถ้าพูดถึงทะเลที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด ชื่อของบางแสนคงต้องผุดมาเป็นอันดับแรก และทุกวันนี้บางแสนไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจชายทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่จัดงานวิ่งระดับโลกอย่างงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน Bangsaen21 รายการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนรายการเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับรองมาตรฐานระดับโลก World Athletics Elite (Gold) Label Road Race จากสมาพันธ์กรีฑานานาชาติ และเป็น TOP 5 งานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่ดีที่สุดในเอเชีย


สำหรับงานวิ่งที่ได้รับมาตรฐานโลก แน่นอนว่าจะต้องเป็นงานที่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่เรื่องของสนามวิ่งที่มีการปิดการจราจร ร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดการแข่งขัน มีจุดบริการน้ำ เครื่องดื่มเกลือแร่ ขนม ผลไม้ ทุก ๆ 2 กิโลเมตร มีระบบการตัดตัวนักวิ่ง (Cut-off) ประกันอุบัติเหตุให้กับนักวิ่งทุกคน การสุ่มตรวจการใช้สารกระตุ้น (Anti-Doping) และฝ่ายที่สำคัญไม่แพ้จุดใด คือทีมแพทย์และอาสาสมัครทีมแพทย์ ที่คอยดูแลนักวิ่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ


นพ. ภัทรภณ อติเมธิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดและกีฬา รพ.สมิติเวช สุขุมวิท ผู้อำนวยการทางการแพทย์ หรือ Medical Director ประจำงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน Bangsaen21 กล่าวถึงงานเทศกาลมาตรฐานโลกกับงาน Bangsaen21 ในมุมของทีมแพทย์ประจำงานวิ่งว่า


“ตัวผมเองได้มีโอกาสไปดูงานที่ Boston Marathon ได้ไปศึกษาว่าเขาจัดงานกันยังไง และศึกษาจากเอกสาร Medical Manual ดูว่าตรงไหนจำเป็น ตรงไหนสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ ตรงไหนปรับเปลี่ยนได้ และมีศึกษาพิ่มเติมจากเพื่อนหมอที่ไปเรียนต่อภาวะฉุกเฉินที่อเมริกา ตอนนั้นเขาจะมีงานวิ่งของอเมริกาเหมือนกัน เขาก็จะมีระเบียบและขั้นตอนการทำงาน เราก็เอามาเทียบกับ World Athletics และมาประยุกต์ใช้” คุณหมอเปิดประสบการณ์ให้เราฟัง



“มาตรฐานของ WA อย่างแรกเลยคือ เรื่องการจัดจุดดูแลนักวิ่ง งานวิ่งในเมืองไทยมีเยอะมากจริง ๆแล้วแต่ว่าในส่วนของทีมแพทย์ บางครั้งในแต่ละงานอาจจะมีรถพยาบาล 1-2 คันเท่านั้นเอง ถ้าเกิดว่าคนจำนวนเยอะ ๆ มันไม่สามารถที่จะดูแลได้ทั่วถึง การจัดวางจุดตามทางวิ่งที่สามารถจะเข้านักวิ่งได้อย่างรวดเร็วก็เป็นมาตรฐานอย่างหนึ่ง คือถ้าเป็นเต้นท์ทีมแพทย์ขนาดใหญ่ ก็อาจจะอยู่ห่างกันไม่เกิน 5 กิโลเมตร ถ้าขนาดเล็กก็อาจลดระยะลงเหลือ 2-3 กิโลเมตร แล้วแต่เส้นทางวิ่ง"



"บุคลากรประจำแต่ละจุด สิ่งที่เราเจออยู่ประจำในเมืองไทย คือเราจะให้หมอหรือบุคลากรทางการแพทย์วิ่งตามนักวิ่งไปแต่จริง ๆ สิ่งที่เขาแนะนำ คือคนที่วิ่งตามไม่จำเป็นเลย แต่ถ้าเราสามารถจัดคนไปลงแต่ละจุดได้ มันจะทำให้การทำงาน การดูแลนักวิ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า คนที่วิ่งตามไม่สามารถแบกอุปกรณ์ไปได้ ถ้าเกิดว่าเราเจอเคสเราก็จะได้แต่การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ก็ต้องตามคนมาอยู่ดี แต่ถ้าเรามีทีมตามจุดต่าง ๆ และสามารถดึงกำลังคนไปเวลาถึงจุดเกิดเหตุได้ไม่เกิน 8 นาที เพราะเป้าหมายคือ 8 นาที มันจะทำให้การช่วยเหลือนักวิ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า"


"ต่อมาคือตัวเวชภัณฑ์ต่าง ๆ อุปกรณ์ รถพยาบาล รถมูลนิธิ และจักรยานของงานบางแสน เราใช้รถจักรยาน มีเครื่อง AED ติดอยู่ เข้าถึงตัวนักวิ่งได้อย่างรวดเร็ว จักรยานจะจัดการปัญหาเบื้องต้นก่อน ค่อยเรียกรถพยาบาลตามมาขนย้ายผู้ป่วย สำหรับจำนวนบุคลากรก็มีการกำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น ในแต่ละงานกำหนดว่าต้องมีแพทย์ 2-3 คนต่อนักวิ่ง 1 พันคน ถ้าเป็นพยาบาลก็ต้องมี 4 คน ต่อนักวิ่ง 1 พันคน เป็นต้น งานไซส์ระดับ 1 หมื่นคน ต้องมีแพทย์ 20-30 คน ด้วยมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งจำนวนคน การบริหารจัดการได้มาตรฐานระดับสูงอยู่แล้ว บางจุดอาจจะยังไม่ได้เป๊ะตามที่ World Athletics กำหนด แต่สิ่งที่เขาแนะนำมามันเป็นเหมือนภาพรวม แต่ก็ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศเหมือนกันว่า เราจะประยุกต์ใช้อย่างไรให้เหมาะกับประเทศนั้น ๆ ซึ่งถ้าเราสามารถดูแลนักวิ่งได้ก็ไม่มีปัญหา"

"สำหรับเป้าหมายของเรา ตอนนี้งาน Bangsaen21 ได้ Gold Label แล้ว แต่งาน Bangsaen42 จะยังเป็น Bronze อยู่ เพราะมีโควิด เลยอยากทำให้งานวิ่งมีมาตรฐานทางการแพทย์ มีทีมแพทย์ที่จะช่วยให้งาน Bangsaen42 ได้ Gold Label เช่นกัน และในอนาคต ก็อยากทำให้งานนี้ขึ้นสู่มาตรฐานสูงสุด คือระดับ Platinum ให้ได้"

"ในอนาคตนอกจากงานบางแสนแล้ว ก็อยากนำความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เปิดสอน เพื่อให้ผู้จัดหรือทีมแพทย์ได้มีข้อมูลเพื่อที่จะเอาไปดูแลนักวิ่งในงานของตัวเองได้ อยากให้งานวิ่งทุกงานในเมืองไทยมีมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดีขึ้น สามารถดูแลนักวิ่งได้อย่างทั่วถึง และสามารถส่งนักวิ่งกลับไปหาครอบครัวได้อย่างปลอดภัย ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นให้มากที่สุด เราต้องการให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ ถ้าคนออกมาวิ่งแล้วมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราก็ควรที่จะต้องพร้อมดูแลนักวิ่งด้วย"



"บุคลากรทางการแพทย์ที่มาช่วยงานบางแสน ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครที่อยากจะมาเอง ผมอยากให้สังคมการวิ่งของเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเป็นนักวิ่งเห็นความสำคัญของตรงนี้ มาช่วยกันเป็นอาสาสมัคร เพื่อที่จะได้รู้ว่าการดูแลนักวิ่งเป็นอย่างไร และช่วยกันกระจายออกไปนอกเหนือจากงานบางแสนด้วย อยากให้ความรู้สึกของนักวิ่งและอาสาสมัครมีส่วนร่วมกับงาน ทำให้งานวิ่งมีมาตรฐานและงานก็จะได้อยู่ได้อย่างยั่งยืน” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย
1 view0 comments