แนะนำเมืองแห่งอัตลักษณ์ของโลก ตอนที่ 3 Paris, France


Photo source from sciencenewsforstudents.org


Paris is the city of Lights มหานครแห่งแสง ศิลปะ และความโรแมนติก


เมืองหลวงของฝรั่งเศส “ปารีส” หนึ่งในเมืองที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมือง สังคม ศิลปะ และวัฒนธรรมสำคัญของโลก เดิมที่ปารีสมีชื่อเมืองว่า “ลูเทเชีย” เป็นชื่อชนเผ่าหนึ่งของชาวโกลซึ่งรู้จักกันในนามว่า “ปารีซี” คือชาวเมืองที่มาอยู่อาศัยก่อนสมัยโรมัน ภายหลังในช่วงการครองราชย์ของจูเลียน ดิ อโพสเทต (ปี พ.ศ. 904 - พ.ศ. 906) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปารีส

ปารีสยังถูกขนามนามว่าเป็น “มหานครแห่งแสง” ซึ่งมีที่มาจาก 2 แนวคิดคือ หนึ่ง “แสง” ที่หมายถึงการเป็นศูนย์กลางความรู้และสติปัญญา หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นเมืองแห่งปัญญาชน เหล่าศิลปิน นักวิชาการ นักคิด นักเขียนนั่นเอง ส่วนแนวคิดที่สองบอกไว้ว่า เพราะปารีสนั้นเป็นเมืองแรก ๆ ของยุโรปที่ติดตั้งไฟไว้ตามถนนหนทาง จึงทำให้ได้ชื่อเล่นนี้มาครอบครอง แม้กระทั่งปัจจุบันปารีสยังคงเป็นเช่นนั้น แต่เพิ่มเติมคือความล้ำสมัยของวัฒนธรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยเหตุนี้เองปารีสจึงเป็นเมืองที่ไม่ว่าจะผ่านเวลาไปแค่ไหนก็ยังราวกับต้องมนต์เสน่ห์ คอยเชิญชวนให้ผู้คนไปเยือนอยู่เสมอ



Photo source from wrytin.com

เป็นที่รู้กันดีว่าปารีสเป็นที่เลื่องลือด้านศิลปะแทบทุกแขนง อย่างด้านสถาปัตยกรรมของพระราชวังแวร์ซาย (Versailles Palace) ที่มีความโดดเด่น งดงาม โออ่าด้านการตกแต่งและสถาปัตยกรรม จนกลายเป็นต้นแบบของสิ่งก่อสร้างในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งอยุธยา ได้ส่งคณะทูตจากสยามเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาแล้ว



Palace of Versailles, Photo source from britannica.com


หลังจากได้รับชัยชนะจากสงครามกับหลายประเทศในยุโรป ฝรั่งเศสก็ยิ่งรุ่งเรืองมากขึ้น ทำให้ศิลปะ และวัฒนธรรมแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น พระราชวังแวร์ซาย ก็ได้กลายเป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติและวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของฝรั่งเศส และด้วยความสามารถของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นี่เอง ที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นต้นกำเนิดของหลายองค์ความรู้ และกระแสด้านแฟชั่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นอกจากนี้ ปารีสยังเป็นจุดกำเนิดของเทศกาลดนตรีโลกที่เรียกว่า Fête de la Musique แปลว่า มาเล่นดนตรีกันเถอะ! หรือภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า World Music Day อีกด้วย เรื่องนี้เริ่มต้นครั้งแรกจากแนวคิดของนักดนตรีและพิธีกรวิทยุชื่อดัง Joel Cohen เขาได้เชิญชวนให้นักดนตรีออกมาเล่นดนตรีในค่ำคืนวันที่ 21 มิถุนายน 1976 หรือวันครีษมายัน (Summer Solstice) วันที่มีกลางวันยาวนานกว่ากลางคืน



Photo source from lepetitjournal.net

หลังจากนั้นแนวคิดนี้ก็ถูกดัดแปลงโดย Jack Lang รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสในขณะนั้น และ Maurice Fleuret ผู้ดำรงตำแหน่งแทนในวาระต่อมาด้วยการจัดเป็นงานเทศกาลที่ชวนชาวปารีซีให้ออกมาเล่นดนตรีกันตามท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากเขาเห็นว่าแม้ดนตรีจะมีอยู่ทุกที่ แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้จัดคอนเสิร์ตเลยสักแห่ง อีกทั้งเขายังค้นพบการศึกษาในปี 1982 เกี่ยวกับนิสัยทางวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศสว่า ในห้าล้านคน คนหนุ่มสาว 1 ใน 2 คน มักจะเล่นเครื่องดนตรี เขาจึงเริ่มฝันถึงวิธีที่จะนำผู้คนออกไปตามท้องถนน แล้วในที่สุดก็เกิดเป็นงานเทศกาล Fête de la Musique ขึ้น



Photo source from 20minutes.fr


นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เทศกาลนี้ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับนานาชาติ โดยมีการเฉลิมฉลองในวันเดียวกันในกว่า 700 เมืองใน 120 ประเทศ รวมทั้งจีน อินเดีย เยอรมนี อิตาลี กรีซ รัสเซีย ออสเตรเลีย เปรู บราซิล เอกวาดอร์ เม็กซิโก แคนาดา สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น

จุดประสงค์ของเทศกาลนี้ ไม่ใช่เพียงแค่อยากชวนคนออกมาเล่นดนตรีโดยไม่มีเหตุผล แต่เพื่อเป็นการโปรโมตเพลงของนักดนตรีมือสมัครเล่นที่ยังไม่มีพื้นที่แสดงศักยภาพของตัวเอง และนักดนตรีมืออาชีพให้ได้รับการสนับสนุนที่มากขึ้น ภายใต้สโลแกนว่า "Faites de la musique" ("Make music") ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงของ Fête de la musique ภายในงานจะมีการจัดคอนเสิร์ตฟรีมากมาย (ย้ำว่าฟรี) ทำให้ชาวเมืองทุกคนสามารถเข้าถึงดนตรี และเสียงเพลงได้ทุกประเภท



อ้างอิง


4 views0 comments