Burning Man Festival เทศกาลกลางทะเลทราย จุดหมายของคนที่อยากเรียนรู้ชีวิต



ยังมีความเชื่อบางอย่างอยู่ในคนที่อยากจัดงานเทศกาลนั่นคือ สถานที่จัดงานต้องอยู่ในบริเวณที่ผู้คนสัญจรไปมาสะดวก มีความพลุกพล่านเพื่อได้การรับรู้และมองเห็นเพิ่มขึ้น หรือมองไปที่หมุดหมายแรกว่า จัดในเมืองหลวงนี่แหละดีที่สุด สะดวกทั้งคนเที่ยว สบายทั้งคนจัด ซึ่งแนวคิดนี้ไม่เชิงถูกต้องไปเสียหมด เพราะยังมีงานเทศกาลหลาย ๆ งาน ที่นิยมจัดขึ้นในสถานที่ห่างไกลผู้คน เช่น บริเวณเขาใหญ่ หรือเมืองที่อยู่ไกลออกไปจากกรุงเทพฯ ก็มีหลายงานที่ได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมอย่างอบอุ่น


ไม่เพียงแค่ในบ้านเราที่มีการเลือกสถานที่จัดงานอยู่นอกตัวเมือง เพราะได้ข้อดีของอาณาเขตที่กว้างใหญ่ สามารถวางแผนและผังการสร้างกิจกรรมร่วมกับผู้มาเข้างานได้อย่างหลากหลาย เช่น Burning Man หนึ่งในงานเทศกาลดนตรีประจำปี ที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันว่าต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง โดยสถานที่จัดงานนี้อยู่กลางทะเลทราย Black Rock ในรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจัดขึ้นในเดือนกันยายนของทุกปี จุดเด่นของงานเทศกาลนี้คือ เป็นการเปิดให้ผู้ร่วมงานได้ลองใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งพาเงิน พาตัวเองตัดขาดจากโลกภายนอก วางวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาระบบทุนนิยมไว้สักระยะ แล้วสนุกไปกับดนตรี ศิลปะ แสงแดด และพายุทะเลทรายไป ด้วยกันเกิดเป็นรสชาติใหม่ของชีวิต



Burning Man Festival

จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1986 หรือ 36 ปีมาแล้ว โดยสร้างเป็นเมืองชั่วคราวขึ้นมา และชูแนวคิดของงานนั่นคือ การต่อต้านทุนนิยมและบริโภคนิยม ดังนั้นผู้ที่เข้าร่วมงานนี้จึงเป็นคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้า รักดนตรีและศิลปะ แต่ให้ความสำคัญต่อโลก ซึ่งเกิดเป็นหลัก 10 ประการของงาน นั่นคือ การรวมกลุ่มที่ทรงพลัง มองสิ่งดี ๆ ให้แก่กันอย่างไม่มีเงื่อนไข ใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ พึ่งพาตัวเองอย่างจริงจัง กล้าแสดงออกอย่างเต็มที่ มีความร่วมมือกับชุมชน แสดงถึงความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดรวมถึงช่วยกันทำความสะอาดหลังจบงาน รักการมีส่วนร่วม และใช้ชีวิตอย่างคล่องแคล่ว


ด้วยหลักสิบข้อนี้จึงทำให้ผู้คนในเมือง Black Rock ใช้ช่วงเวลาของการจัดงานที่ลากยาวถึงหนึ่งสัปดาห์ เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีพร้อมกับปลดปล่อยตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และความเชื่อของตัวเอง แบบที่ไม่มีแนวความคิดใด ๆ มาครอบงำหรือชักจูง โดยมีดนตรี ศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเครื่องมือถ่ายทอด งานศิลปะที่ Burning Man จึงประกอบด้วยประติมากรรมรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ชิ้นเล็ก ๆ ไปจนเป็นชิ้นใหญ่เท่าอาคาร มีการแสดงงานศิลปะเชิงทดลองและเชิงโต้ตอบ ตลอดจนสื่ออื่น ๆ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากธีมที่เลือกในแต่ละปี


งานเทศกาลแห่งชีวิต

เพราะเป้าหมายหลักของงานเทศกาลดนตรี Burning Man Festival คือการที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้วิธีแลกเปลี่ยนสิ่งของแก่กัน ดังนั้นคนที่มาร่วมงานจะต้องตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้มาเองทั้งหมด (นอกจากค่าบัตรเข้างานที่จะอยู่ราว ๆ 200 ถึง 575 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งสิ่งที่ต้องมีนั้นตั้งแต่เต้นท์ รถยนต์ อาหารการกิน น้ำดื่ม ฯลฯ เรียกว่าต้องวางแผนใช้ชีวิตตลอดหนึ่งอาทิตย์กันอย่างรอบคอบเลย เพราะเมื่อไปถึงงานคุณจะต้องใช้ชีวิตแบบตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก และทุนนิยม ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง ทั้งยังต้องคำนึงถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมจากผลการกระทำของเราด้วย




ไฮไลท์สำคัญในเทศกาล Burning Man ที่คนทั่วโลกรอคอยนั่นคือ ในวันสุดท้ายจะมีการจุดไฟเผาหุ่นขนาดยักษ์รูปคนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำงาน (Burning Man) เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงการมาอยู่ร่วมกันของทุก ๆ คนในเทศกาลนี้ เป็นการสร้างความทรงจำและเป็นสักขีพยานในการมารวมตัวกันของพวกเขา


หุ่นยักษ์ Burning Man แรก ๆ จะมีความสูงเพียงแค่ 2.4 เมตร และมีการเพิ่มลดความสูงมาเรื่อย ๆ โดยขนาดสูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ได้คือ 32 เมตร แต่ตอนหลังก็ถูกลดความสูงลงตามมาตการความปลอดภัย และในปีหลัง ๆ ก็ไม่อนุญาตให้ใช้ยานพาหนะที่เร็วกว่า 5 กม./ชม. รวมถึงห้ามนำสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงเข้างานด้วย





งานเทศกาลที่จัดขึ้นกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างนี้ แต่เต็มไปด้วยคอนเซ็ปต์ที่แข็งแรง แนวคิดที่มีเพื่อการค้นหาความหมายของการใช้ชีวิต จึงทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในแต่ละปีนั้นจะมีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ยแล้วกว่า 80,000 คน แม้ปีที่ผ่านมาจะมีการหยุดจัดงานไปเพราะการแพร่กระจายของโรคระบาด แต่สำหรับ Burning Man Festival 2022 นั้น เตรียมเปิดให้เข้าร่วมในวันที่ 28 สิงหาคม - 5 กันยายน นี้



3 views0 comments