City DNA เข้าใจโครงสร้างอัตลักษณ์ของเมือง สู่การสร้างเศรษฐกิจระดับประเทศ



Photo source fromamadriapark.com

City DNA หรืออัตลักษณ์ของเมืองคืออะไร ลองคิดง่าย ๆ ว่า เวลาเราจัดกระเป๋าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง สิ่งที่เราคาดหวังหรือต้องการมีอะไรบ้าง หนึ่งคือความสะดวกสบายในพื้นที่ที่ทำให้เราเดินทางอย่างมีความสุข สองคือการได้สัมผัสกับเอกลักษณ์ของเมืองนั้น ๆ ที่มีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

ตัวอย่างเมืองที่ใช้ City DNA ในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองผ่านการจัดงานเทศกาล เช่น หมู่เกาะนาโอชิม่า เมืองโอกายาม่า ที่เคยเป็นชุมชนประมง ต่อมาประสบปัญหาเหมืองแร่ปิดตัว ชุมชนประมงขาดผู้สืบทอด และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ วัยแรงงานเลยย้ายออกไปประกอบอาชีพในเมืองใหญ่ ปล่อยให้เกาะร้าง ทำให้มูลค่าที่ดินในเกาะต่ำลง จนมีบริษัทที่ทำเรื่องการศึกษา ทำโรงเรียนสอนพิเศษให้กับเยาวชนที่มีเฟรนไชส์ทั่วประเทศ มาซื้อพื้นที่หนึ่งในเกาะ และเปิดเป็นศูนย์อบรมให้อาจารย์เข้ามาอบรม รวมทั้งเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเช่าสถานที่ ทำให้หมู่เกาะหลังจากซบเซามานาน ฟื้นตัวมาเป็นธุรกิจไมซ์ และจัดเทศกาล Setouchi Artfest Triennale เป็นนิทรรศการศิลปะที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ 3 ปี โดยใช้ DNA ในด้านสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมาฟื้นฟูเมือง


Photo source fromsetouchilovers.com

Photo source from setouchilovers.com


ดังนั้น City DNA สามารถแบ่งได้เป็นหลายหมวดหมู่ ทั้งลักษณะทางสังคม เช่น ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาหาร เสื้อผ้า ความเชื่อ ลักษณะทางกายภาพ เช่น ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สถานที่สำคัญ ทัศนียภาพของบ้านเรือน ทรัพยากรธรรมชาติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน เช่น สินค้าและบริการที่มาจากผลผลิตทางการเกษตร หัตถกรรม สินค้าอุตสาหกรรม ที่คนในพื้นที่ผลิตขึ้นมาได้ และภูมิปัญญา เทคโนโลยี เช่น ความรู้ด้านช่างฝีมือ ด้านการแพทย์ ด้านสถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

การค้นหา City DNA สามารถทำได้ 2 วิธี


หนึ่งเรียกว่า Inside Out หรือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความเห็น และแสดงความรู้สึก พูดถึงความภาคภูมิใจ คุณค่าหรือสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง หรือสิ่งที่ประชาชนในเมืองอยากจะนำเสนอต่อผู้มาเยือนได้รับทราบถึงจุดเด่นจุดยืนลักษณะเฉพาะของเมืองนั้น รวมถึงอุปนิสัยและลักษณะของประชาชนในพื้นที่ เช่น ความเป็นชาวเพชรบุรี หรือว่าความเป็นชาวนครศรีอยุธยา ความเป็นชาวล้านนา ที่เราสามารถหารือกับประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ในการช่วยกันหาลักษณะพิเศษของเมืองได้

วิธีที่สองคือ Outside In โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้าไปช่วยวิเคราะห์ว่าลักษณะทางสังคม สภาพแวดล้อม กิจกรรมทางเศรษฐกิจและภูมิปัญญาของเมืองนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่นในประเทศเดียวกัน ในโลกเดียวกัน มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์หาดูหรือค้นพบที่อื่นไม่ได้อย่างไร ไปช่วยค้นหา ช่วยดูว่าอะไรคือเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมือง ซึ่งบางครั้งคนในพื้นที่อาจจะมองข้ามหรือคิดไม่ถึง ก็จะทำให้เราสามารถจะค้นพบ DNA ของเมืองได้


ซึ่งวิธีที่สองนั้นเราได้คำแนะนำจาก ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ภาควิชาการวางเเผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนักวิจัยโครงการระดับ Mega Events Thailand Riviera or EEC มาอธิบายแนวคิดนี้ให้เราเข้าใจมากขึ้น




Photo source from facebook.com/TATPhotographSection


“DNA ของเมืองคือลักษณะของเมือง ซึ่งประกอบด้วยลักษณะเชิงกายภาพ และลักษณะเชิงสังคม ที่บ่งบอกสะท้อนตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนั้น ๆ หรือสะท้อนให้เห็นถึง City Identity ลักษณะทางกายภาพ หรือลักษณะที่จับต้องได้ เช่น สถานที่ ภูมิประเทศ บ้านเรือน วัตถุต่าง ๆ ลักษณะเชิงสังคม คือพวกขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ลักษณะเหล่านี้ของเมือง มักจะเป็นสิ่งที่คนในเมือง มีความภาคภูมิใจหรือมีความรู้สึกเป็นส่วนร่วมด้วยหรือมีความเป็นเจ้าของในทรัพยากรทั้งในเชิงกายภาพหรือขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ หรืออาจจะเป็นศูนย์รวมทางจิตใจหรือความภาคภูมิใจ เช่น วัดวาอาราม ภูเขา อาหาร“

จากข้อคิดนี้สามารถยกตัวอย่างได้จาก ชุมชนโฮนโน ในเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นชุมชนช่างฝีมือที่ทำกิโมโน และมีภูมิปัญญาด้านการย้อมผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ชุมชนนี้จึงระบุ DNA ของตัวเองขึ้นมาว่าเป็นชุมชนช่างทำกิโมโน และช่างย้อมสีผ้าที่มีชื่อเสียงของเกียวโต พวกเขานำจุดเด่นนี้มาทำเป็นเทศกาล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้มาอยู่ใหม่กับชุมชนเดิม ทั้งยังออกแบบกิจกรรม Walk Rally ที่ทำให้คนสองกลุ่มรู้จักกันมากขึ้น โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเข้าร่วมเทศกาลซึ่งเป็นทั้งการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และเรียนรู้การทำกิโมโนและการย้อมผ้าต่าง ๆ จัดทุกปีในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งผลของการจัดเทศกาลนี้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ชุมชนนี้ และเป็นการสร้างแบรนดิ้งให้คนญี่ปุ่นรู้จักชุมชนนี้ในฐานะชุมชนช่างฝีมือย้อมผ้าที่ตัดเย็บกิโมโนได้อย่างสวยงาม



Photo source from anasiantraveler.com


“ในมิติของการพัฒนาชุมชน พัฒนาเมืองและพัฒนาสังคม คำว่า DNA ของเมือง อาจจะหมายรวมถึงทรัพยากรที่มีเฉพาะในพื้นที่นั้น เป็นทรัพยากรที่เป็นเอกลักษณ์ หาที่อื่นไม่ได้ เป็นสิ่งที่ชาวเมืองอยากจะนำมาใช้ให้เกิดผลประโยชน์ อาจจะเป็นได้ทั้งทรัพยากรในเชิงบวก (Positive Legacy) หรือเป็นทรัพยากรเชิงลบ (Negative Legacy) เช่น ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม โรงงานร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง หรือตำนานที่ว่าด้วยสิ่งที่อาจจะสร้างผลเสียหรือผลกระทบเชิงลบให้กับเมืองในอดีต สิ่งเหล่านี้ก็นับว่าเป็น DNA ของเมือง“ ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวเสริม

การสร้าง City DNA เพื่อใช้ในการจัดงานเทศกาล ยังสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองให้ดีขึ้นได้ด้วย เช่น เดิมทีชุมชน Kogane-cho เมืองโยโกฮาม่า ประเททศญี่ปุ่น จะประกอบธุรกิจสีเทาเป็นหลัก ซี่งภายหลังปี 2000 ได้มีการปรับปรุงพื้นที่และเปิดเป็นที่พำนักของศิลปินและนักสร้างสรรค์ โดยคิดค่าเช่าราคาไม่แพง ซึ่งส่งผลให้เกิดสตูดิโอและสถานที่ขายงานศิลปะ จากนั้นก็มีศิลปินจากทั่วโลกทั้งจากประเทศไทย หรือชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพื่อใช้เมืองนี้มาเป็นฐานในการสร้างงานศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เกิดเทศกาลงานศิลปะ Koganecho Bazaar ที่จัดขึ้นปีละสองครั้ง ทำให้ย่านนี้ประสบความสำเร็จทั้งการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของตัวเอง กลายเป็น Creative District ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และทำให้เมืองนี้มีประชากรย้ายมาอยู่ใหม่มากขึ้น



Koganecho Bazaar 2014, Photo source from koganecho.net


ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งที่ถ้าเราสามารถเข้าใจว่าอัตลักษณ์ของเมืองมีอะไรบ้างก็จะสามารถหยิบเอาจุดเด่นเหล่านั้นมาใช้สร้างเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ ที่ใช้งานเทศกาลมาเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามา และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน โดยทำให้พวกเขารักและเชื่อว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งเจ้าบ้านของงานเทศกาลนั้น เกิดเป็นผลกระทบเชิงบวกทั้งกับทางชุมชนที่มีการต่อยอดวัฒนธรรมและในแง่ของตัวเมืองก็จะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

11 views0 comments