"World's Fair" นิทรรศการโลกครั้งแรกหลังยุค Bridgerton

วันนี้วันหยุดทำอะไรกันดีน้า เปิด Netflix หาซีรีส์ดูดีไหม ถ้าใครยังไม่มีไอเดียอะไร แมงโก้ขอแนะนำ Bridgerton เลยค่ะ แมงโก้เพิ่งดูจบไปทั้งซีซัน 😆 เขินมากค่า ทั้งภาพทั้งฉากสวยขนาดนี้ อยากมีโมเมนต์กลับไปอยู่ในยุค Regency เลยทีเดียว (ไม่นับเรื่องแต่งงานหาคู่สุดแสนจะวุ่นวายนะคะ 🥲)


ว่าแต่ทำไมต้องมาพูดถึงยุค Regency กันน้า เกี่ยวอะไรกับชาวเทศกาลอย่างพวกเรา อะ ๆ *ตั้งแผง* แมงโก้อยากชวนทุกคนมารู้จักเหตุการณ์สุดแสนสำคัญสำหรับชาวรักเทศกาลในยุค Regency ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษนี้กันค่ะ!


ศตวรรษที่ 19 เกิดเหตุการณ์หลายอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ การจัด "London’s Great Exhibition" ในปี 1851 ค่ะ ซึ่งงานเทศกาลที่ว่านี่ก็โอ่อ่าเชียว งานจัดที่ พระราชวังคริสตัล (Crystal Palace) ใน Hyde Park เกิดเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรม รวมไปถึงการจ้างงานมากมายที่ตามมา


นี่ล่ะค่ะที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ว่าด้วย “นิทรรศการโลก” หรือ World’s Fair วันนี้ แมงโก้เลยอยากพาทุกคนไปรู้จักกับ World’s Fair กันว่าคืออะไร ตามมาเลยค่า


ก่อนอื่น แมงโก้ต้องบอกก่อนว่า คำว่า World's Fair อาจทำให้หลาย ๆ คนงงกับนิยามว่า สรุปแล้วคำว่า “นิทรรศการ(ของ)โลก” นี่มันคืออะไร แต่ถ้าอ่านจากภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษก็จะทำให้นิยามตรงนี้กระจ่างมากขึ้น ปกติคำว่า World’s Fair จะใช้แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าเป็นภาษากลุ่ม Romance อย่างภาษาฝรั่งเศส (Exposition Universelle) จะใช้คำในความหมายว่า Universal Exhibition หรือ “งานเทศกาลสากล” แทน พอฟังอย่างนี้แล้วเข้าใจขึ้นเลยใช่ไหมคะ


งาน "นิทรรศการโลก" ที่ว่าก็คือการรวมเอา “ผลิตภัณฑ์” หรือ “ของดี” ของแต่ละประเทศมาจัดรวมกัน โดยในอดีต งานนี้ก็จะจัดตั้งแต่สามเดือนไปจนถึงหกเดือนเลยล่ะค่ะ แมงโก้จะแบ่งออกเป็นสามยุคของงาน World’s Fair แล้วให้ดูงานที่เด่นของแต่ละยุคนะคะ


1. ยุค Industrialization (ยุคอุตสาหกรรม)

ภาพหายากจากกล้องของ Claude-Marie Ferrier เป็นภาพงานจัดแสดงนวัตกรรมในยุคนั้นหลายอย่างซึ่งผลิตจากยาง เช่น เรือนขนาดเล็ก รองเท้า ล้อ เป็นต้น

ในยุคแรกสุดคือ Industrialization หรือ ยุคอุตสาหกรรม (1851-1938) จะเน้นไปที่การโชว์อุตสาหกรรมเจ๋ง ๆ ของแต่ละประเทศ ฉะนั้น ถ้าศึกษากันจริง ๆ เราจะเห็นนวัตกรรมเชิงวัตถุใหม่ ๆ จากเทศกาลโลกในยุคนี้เยอะมาก เราเกริ่นไปกับ Bridgerton ขนาดนี้ จะไม่ให้พูดถึง London's Great Exhibition ในปี 1851 ก็คงเป็นไปไม่ได้ ต้องบอกเลยล่ะค่ะว่างานนี้ถือเป็นเทศกาลโลกระดับท็อปที่ทุกครั้งที่มีกาจจัดงานแบบเดียวกันซ้ำ ก็ต้องทำการบ้าน เข้ามาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานนี้


อย่างที่แมงโก้ได้บอกไปนะคะ งานนี้จัดที่ The Crystal Palace ที่ Hyde Park ในกรุงลอนดอน ภายใต้ชื่อที่ว่า “Great Exhibition of the Works of Industry of All Nations” หรือ “เทศกาลอันแสนยิ่งใหญ่ของงานต่าง ๆ ในอุตสากรรมของทุกประเทศ” เจ้างานนี้ก็เป็นไอเดียมาจาก Prince Albert สามีของ Queen Victoria ในยุคนั้นนั่นเอง


ภาพที่เพื่อน ๆ เห็นนี้คือภาพหายากจากกล้องของ Claude-Marie Ferrier เป็นภาพงานจัดแสดงนวัตกรรมในยุคนั้นหลายอย่างซึ่งผลิตจากยาง เช่น เรือนขนาดเล็ก รองเท้า ล้อ เป็นต้น



2. ยุค Cultural Exchange (ยุคแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม)

พอถัดจากยุคนั้น ก็จะเข้าสู่ยุค Cultural Exchange หรือยุคแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (1939-1987) ยุคนี้เทศกาลโลกจะเริ่มเน้นมาให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมความคิดมากกว่า โดยจะเห็นได้จากชื่องานไม่ว่าจะเป็น “Building The World of Tomorrow” ที่ New York ในปี 1964-1965 หรือจะเป็น “Man and His World” ที่ Montreal ในปี 1967


ในภาพที่เพื่อน ๆ เห็นคือ “มรดก” ที่ตกทอดมาจากงาน “Expo67” (ซึ่งก็คืองานในธีม Man and His World ที่พูดถึงไปนั่นเองค่ะ) สิ่งก่อสร้างที่เห็นนี้หรือ The United States Pavillion มีลักษณะเป็นโดมที่มีเส้นเหล็กงอคล้ายด้ายแข็งถักทอกันขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมล้อมรอบอาคาร สิ่งก่อสร้างนี้มีมาเพื่อแสดงวัตถุหลายอย่างที่สะท่อนถึงวัฒนธรรมอเมริกันอย่างเช่น ยานอวกาศ ถุงมือเบสบอล หรือรูปวาดคนดังนั่นเอง



3. ยุค Nation Branding (ยุคสร้างภาพลักษณ์ให้ชาติ)

ยุคสุดท้ายจะเป็น Nation Branding หรือ ยุคการสร้างแบรนด์ให้กับแต่ละประเทศ (1988 - ปัจจุบัน) เทศกาลยุคนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ (Image) ให้กับแต่ละประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนที่ได้ใช้งานเทศกาล (Expo 92 และ 1992 Summer Olympics ที่จัดขึ้นที่ Barcelona) ในการแสดงว่าประเทศตนเป็นประเทศแห่งประชาธิปไตย (Democratic Country) รวมถึงเน้นย้ำถึงการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (European Union) และประชาคมโลก (Global Community) ตามการวิเคราะห์ของเจ้าพ่อแห่งการสร้างแบรนด์มือฉมังชาวอังกฤษอย่าง Wally Owins


สำหรับภาพที่เพื่อน ๆ เห็นอยู่ก็คือภาพสถาปัตยกรรมตกทอดจากงาน Expo 92 ซึ่งถ่ายโดย Geoff Morrison นักเขียนและช่างภาพสายท่องเที่ยว โดยสิ่งก่อสร้างที่เป็นเครื่องหมายกากบาทได้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตึกที่ใช้แสดงนิทรรศการ


ปัจจุบันสถานที่เหล่านี้ยังคงสามารถเข้าชมได้โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดที่เมือง Seville ในประเทศสเปนค่ะ



 

ติดตามข่าวสารในแวดวงเทศกาลและเรื่องราวของคนในเทศกาลได้ที่ Happy Mango, festival people connected. ได้ทุกช่องทาง อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ กดติดตามกันนะคะ :)

12 views0 comments